ภาคที่ ๕
พุทธศาสนสุภาษิต
เกี่ยวกับภิกษุ
อัตตะนา โจทะยัตตานัง ปะฏิมัง เสตะมัตตะนา
โส อัตตะคุตโต สะติมา สุขัง ภิกขุ วิหาหิสิ,
จงเตือนตนด้วยตนเอง จงพิจารณาตนด้วยตนเอง ถ้าเธอคุ้มครองตนได้มีสติสมํ่าเสมอ เธอจักอยู่เป็นสุข,
สิญจะ ภิกขุ อิมัง นาวัง สิตตา เต ละหุเมสสะติ
เฉตวา ราคัญจะ โทสัญจะ ตะโต นิพพานะเมหิสิ,
ภิกษุ เธอจงเป็นผู้วิดนํ้าออกจากเรือ เมื่อวิดนํ้าออกหมดแล้ว เรือจะแล่นเร็ว
ทําลายราคะ โทสะ โมหะ เสียแล้ว เธอจะถึงพระนิพพาน,
ปัญจะ ฉินเท ปัญจะ ชะเห ปัญจะ จุตตะริ ภาวะเย
ปัญจะ สังคาติโค ภิกขุ โอฆะติณโณติ วุจจะติ,
จงตัดออกห้า และละทิ้งห้า แล้วทําให้เจริญเติบโตอีกห้า พ้นเครื่องผูกพันห้าชนิดนี้แล้ว ภิกษุจึงชื่อว่าเป็นผู้ข้ามห้วงนํ้าได้อย่างปลอดภัย,
ฌายะ ภิกขุ มา จะ ปะมาโท มา เต กามะคุณา ภะมัสสุ จิตตัง
มา โลหะคุฬัง คิลี ปะมัตโต มา กันทิ ทุกขะมิทันติ ทัยหะมาโน,
เจริญภาวนาเถิดภิกษุ อย่ามัวประมาท อย่าปล่อยใจเวียนวนอยู่แต่ในกามคุณ อย่าได้เผลอกลืนกินก้อนเหล็กแดง อย่าปล่อยให้ความทุกข์เผาลนจนต้องมาคร่ำครวญว่า โอหนอ นี่ทุกข์จริงๆ,
สัพพะโส นามะรูปัสมิง ยัสสะ นัตถิ มะนายิตัง
อะสะตา จะ นะ โสจะติ สะ เว ภิกขูติ วุจจะติ,
ผู้ใดไม่มีความยึดมั่นถือมั่นในนามรูปโดยประการทั้งปวง และเมื่อไม่มีก็ไม่เศร้าโศก ท่านเรียกผู้นั้นแลว่า เป็นภิกษุแท้,
ยัมหิ สัจจัญจะ ธัมโม จะ อะหิงสา สัญญะโม ทะโม
สะ เว วันตะมะโล ธีโร โส เถโรติ ปะวุจจะติ,
ผู้ใดมีสัจจะ มีธรรม มีความไม่เบียดเบียน มีความสำรวมและความข่มใจ
ผู้นั้นแหละ ชื่อว่าผู้มีปัญญา หมดมลทิน เขาเรียกท่านว่า “เถระ”,
หัตถะสัญญะโต ปาทะสัญญะโต วาจาสัญญะโต สัญญะตัตตะโม
อัชฌัตตะระโต สะมาหิโต เอโก สันตุสิโต ตะมาหุ ภิกขุ,
บุคคลผู้สำรวมมือ เท้า วาจา และกาย ยินดีในการบำเพ็ญกรรมฐาน
มีใจตั้งมั่น สันโดษ อยู่ตามลำพัง ได้ชื่อว่า เป็นภิกษุ,
โย มุขะสัญญะโต ภิกขุ มันตะภาณี อะนุทธะโต
อัตถัง ธัมมัญจะ ทีเปติ มะธุรันตัสสะ ภาสิตัง,
ภิกษุใด สำรวมวาจา พูดด้วยปัญญา มีจิตใจสงบ ชี้แจงตำรา และใจความอย่างถูกต้อง คำพูดของภิกษุนั้น นับว่าไพเราะน่าฟัง,
ธัมมาราโม ธัมมะระโต ธัมมัง อะนุวิจินตะยัง
ธัมมัง อะนุสสะรัง ภิกขุ สัทธัมมา นะ ปะริหายะติ,
ภิกษุผู้อยู่ในธรรม ยินดีในธรรม พินิจพิจารณาธรรม และรำลึกถึงธรรมเสมอ ย่อมไม่เสื่อมจากพระสัทธรรม,
นัตถิ ฌานัง อะปัญญัสสะ นัตถิ ปัญญา อะฌายิโน
ยัมหิ ฌานัญจะ ปัญญา จะ สะ เว นิพพานะสันติเก,
ผู้ไม่มีปัญญา ย่อมไม่มีสมาธิ ผู้ไม่มีสมาธิ ย่อมไม่มีปัญญา ผู้ใดมีทั้งสมาธิและปัญญา ชื่อว่าอยู่ใกล้พระนิพพาน,
ยะโต ยะโต สัมมะสะติ ขันธานัง อุทะยัพพะยัง
ละภะติ ปีติปาโมชชัง อะมะตันตัง วิชานะตัง,
เมื่อใดก็ตาม ภิกษุพิจารณาเห็นความเกิดและความดับแห่งขันธ์ทั้งหลายย่อมได้ปีติและปราโมช ซึ่งเป็นอมตะสำหรับท่านผู้รู้ทั้งหลาย,
ตัตรายะมาทิ ภะวะติ อิธะ ปัญญัสสะ ภิกขุโน
อินทะริยะคุตติ สันตุฏฐิ ปาฏิโมกเข จะ สังวะโร
มิตเต ภะชัสสะ กัลยาเณ สุทธาชีเว อะตันทิเต,
สิ่งแรกที่ภิกษุผู้มีปัญญาในพระศาสนานี้ จะพึงทำคือความสำรวมอินทรีย์
ความสันโดษ และการระมัดระวังในพระปาฏิโมกข์
พึงคบกัลยาณมิตร
ผู้เป็นอยู่อย่างสะอาดและไม่เกียจคร้าน,
โย หะเว ทะหะโร ภิกขุ ยุญชะติ พุทธะสาสะเน
โสมัง โลกัง ปะภาเสติ อัพภา มุตโตวะ จันทิมา,
ภิกษุใด ถึงแม้ยังอยู่ในวัยหนุ่ม แต่อุทิศตนแก่พระศาสนา ย่อมส่องโลกนี้ให้สว่าง เหมือนพระจันทร์ที่ผ่านพ้นจากหมู่เมฆ,
(เกี่ยวกับจิต)
อะนาคะตัปปะสัปปายะ อะตีตัสสานุโสจะนา
เอเตนะ พาลา สุสสันติ นะโฬ วะ หะริโต ลุโต,
คนเขลาซูบซีด เพราะคำนึงถึงแต่สิ่งที่ยังไม่มาถึง เพราะเศร้าโศกถึงแต่สิ่งที่ล่วงไปแล้ว เหมือนต้นอ้อสดที่ถูกตัด,
อะนะวิฏฐิตะจิตตัสสะ สัทธัมมัง อะวิชชานะโต
ปะริปละวะปะลาทัสสะ ปัญญา นะ ปะริปูระติ,
เมื่อจิตไม่มั่นคง ไม่รู้พระสัทธรรม มีความเลื่อมใส่เลื่อนลอย ปัญญาย่อมไม่บริบูรณ์,
อัปปะมาณัง หิตัง จิตตัง ปะริปุณณัง สุภาวิตัง
ยัง ปะมาณัง กะตัง กัมมัง นะ ตัง ตัตราวิสิสสะติ,
จิตเกื้อกูลที่อบรมบริบูรณ์ดีแล้ว เป็นจิตหาประมาณมิได้ กรรมที่ทำแล้วพอประมาณ กรรมนั้นจักไม่เหลือในจิตนั้น
ทูรังคะมัง เอกะจะรัง อะสะรีรัง คูหาสะยัง
เย จิตตัง สัญญะเมสสันติ โมกขันติ มาระพันธะนา,
ผู้ใด จักสำรวมจิตที่ไปไกล เที่ยวไปดวงเดียว ไม่มีรูปร่าง มีถ้ำคือกายเป็นที่อาศัย ผู้นั้นจักพ้นจากเครื่องผูกของมาร,
ผันทะนัง จะปะลัง จิตตัง ทุรักขัง ทุนนิวาระยัง
อุชุง กะโรติ เมธาวี อุสุกาโรวะ เตชะนัง,
คนมีปัญญา ย่อมทำจิตที่ดิ้นรน กวัดแกว่ง รักษายาก ห้ามยากให้ตรงได้ เหมือนนายช่างศร ดัดลูกศรให้ตรงได้ ฉันนั้น,
ยะถา อะคารัง ทุจฉันนัง วุฏฐี สะมะติวิชฌะติ
เอวัง อะภาวิตัง จิตตัง ราโค สะมะติวิชฌะติ,
ฝนย่อมรั่วรดเรือนที่มุงไม่ดีฉันใด ราคะย่อมรั่วรดจิตที่ไม่ได้อบรมดีฉันนั้น,
วาริโชวะ ถะเล ขิตโต โอกะโมกะตะอุพภะโต
ปะริผันทะติทัง จิตตัง มาระเธยยัง ปะหาตะเว,
จิตนี้ ถูกยกขึ้นจากอาลัยคือกามคุณ เพื่อละที่ตั้งแห่งมาร ย่อมดิ้นรนเหมือนปลาที่ถูกจับขึ้นจากน้ำ แล้วโยนขึ้นบนบก ฉันนั้น,
อะนะวัสสุตะจิตตัสสะ อะนันวาหะตะเจตะโส
ปุญญะปาปะปะหีนัสสะ นัตถิ ชาคะระโต ภะยัง,
ผู้มีจิตอันไม่ชุ่มด้วยราคะ มีใจอันโทสะไม่กระทบแล้ว มีบุญและบาปอันละได้แล้ว ตื่นอยู่ย่อมไม่มีภัย,
จิตเตนะ นียะโต โลเก จิตเตนะ ปะริกัสสะติ
จิตตัสสะ เอกะธัมมัสสะ สัพเพวะ วะสะมันวะคู,
โลกถูกจิตนำไป ถูกจิตชักไป สัตว์ทั้งปวงเป็นไปด้วยอำนาจจิตอย่างเดียว,
ทุนนิคคะหัสสะ ละหุโน ยัตถะ กามะริปาติโน
จิตตัสสะ ทะมะโถ สาธุ จิตตัง ทันตัง สุขาวะหัง,
การฝึกจิตที่ข่มยาก ที่เบา มักตกไปในอารมณ์ที่น่าใคร่ เป็นความดี,
เพราะจิตที่ฝึกดีแล้ว นำสุขมาให้,
โย จะ สัททัปปะริตตาสี วะเน วาตะมิโค ยะถา
ละหุจิตโตติ ตัง อาหุ นาสสะ สัมปัชชะเต วะตัง,
ผู้ใดมักหวาดสะดุ้งต่อเสียง ดุจเนื้อสมันในป่า ท่านเรียกผู้นั้นว่าผูมีจิตเบา
พรตของเขาย่อมไม่สำเร็จผล,
สุทุททะสัง สุนิปุณัง ยัตถะ กามะนิปาตินัง
จิตตัง รักขะถะ เมธาวี จิตตัง คุตตัง สุขาวะหัง,
ผู้มีปัญญาพึงรักษาจิตที่เห็นได้ยากนัก ละเอียดนัก มักตกไปในอารมณ์ที่น่าใคร่ เพราะจิตที่คุ้มครองดีแล้วนำสุขมาให้,
เย สันตะจิตตา นิปะกา สะติมันโต จะฌายิโน
สัมมา ธัมมัง วิปัสสันติ กาเมสุ อะนะเปกขิโน,
ผู้มีจิตสงบ มีปัญญาเครื่องรักษาตัว มีสติ เป็นผู้เพ่งพินิจ ไม่เยื่อใยในกาม
ย่อมเห็นธรรมโดยชอบ,
ภิกขุ สิยา ฌายิ วิมุตตะจิตโต อากังเข เว หะทะยัสสานุปัตติง
โลกัสสะ ญัตวา อุทะยัพพะยัญจะ สุเจตะโส อะนิสสิโต ตะทานิสังโส,
ภิกษุ ผู้เพ่งพินิจ มีจิตหลุดพ้น รู้เห็นอาการเกิดดับของจิตแล้ว มีใจดี
ไม่ถูกกิเลสอาศัย มีธรรมนั้นเป็นอานิสงส์ พึงหวังความบริสุทธิ์แห่งใจได้,
โย เตสุ คุตโต วิทิตินทะริโย จะเร ธัมเม ฐิโต อัชชะวะมัททะเว ระโต
สังคาติโค สัพพะทุกขัปปะหีโน นะ ลิมปะตี ทิฏฐะสุเตสุ ธีโร,
ผู้ใดระมัดระวังอินทีย์เหล่านั้น รู้จักอินทีย์ ๖ ตั้งอยู่ในธรรม ยินดีในความซื่อตรงและความอ่อนโยน ล่วงกิเลสเครื่องข้องเสียได้ ละทุกข์ได้ทั้งหมดเที่ยวไป, ผู้นั้นเป็นธีรชน ย่อมไม่ติดในสิ่งที่เห็นแล้ว และได้ฟังแล้ว,
โย จะ คุตเตนะ จิดเตนะ สุณาติ ชินะสาสะนัง
เชเปตวา อาสะเว สัพเพ สัจฉิกัตวา อะกุปปะตัง
ปัปปุยยะ ปะระมัง สันติง ปะรินิพพาติ อาสะโว,
ผู้ใด มีจิตคุ้มครองแล้ว ฟังคำสอนของพระชินเจ้า ผู้นั้นชื่อว่าทำอาสวะทั้งปวงให้สิ้นไป ทำให้แจ้งซึ่งอกุปธรรม,
บรรลุความสงบอย่างยิ่ง ไม่มีอาสาวะ ย่อมดับสนิท,
(เกี่ยวกับสติ)
ทะเว ธัมมา พะหุปะการา สะติ จะ สัมปะชัญญะ จะ,
ธรรมมีอุปการะมาก ๒ อย่าง คือ สติ และสัมปชัญญะ,
โสรัจจัง อะวิหิงสา จะ ปาทา นาคัสสะ เต ทุเว
สะติ จะ สัมปะชัญญัญจะ จะระณา นาคะตัสสะ เต ปะเร,
ธรรมคือโสรัจจะและอวิหิงสาเป็นช้างเท้าหลัง ส่วนสติสัมปชัญญะนั้นเป็นช้างเท้าหน้า,
สะติ โลกัสสมิ ชาคะโร สะติมะโต สะทา ภัททัง
สะติ เตสัง นิวาระณัง สะติ สัพพัตถะ ปัตติยา,
สติเป็นธรรมเครื่องปลุกให้ตื่นจากทุกข์ ผู้มีสติเป็นคนทันสมัยสติเป็นเครื่องกั้นนิวรณ์ สติจำปรารถนาในสิ่งที่ทั้งปวง,
กาเมสุ นาภิคิชเฌยยะ มะนะสานาวิโล สิยา
กุสะโล สัพพะธัมมานัง สะโต ภิกขุ ปะริพพะเช,
ภิกษุ ไม่ควรติดในกามทั้งหลาย ควรมีใจไม่ขุ่นมัว ควรเป็นผู้ฉลาดในธรรมทั้งปวง ควรเป็นผู้มีสติอยู่ทุกเมื่อ,
อัชฌัตตัญจะ พะหิทธา จะ เวทะนัง นาภินันทะโต
เอวัง สะตัสสะ จะระโต วิญญาณัง อุปะรุชฌะติ,
บุคคลไม่เพลินในเวทนา ทั้งภายในและภายนอก มีสติตามรู้เห็นอยู่อย่างนี้วิญญาณย่อมดับ,
เอวะมาทีนัง ญัตวา ตัณหา ทุกขัสสะ สัมภะวัง
วีตะตัณโห อะนาทาโน สะโต ภิกขุ ปะริพพะเช,
ภิกษุรู้โทษอย่างนี้ว่า ตัณหาเป็นแดนเกิดแห่งทุกข์แล้ว พึงเป็นผู้ปราศจากตัณหา ไม่ถือมั่น มีสติอยู่ทุกอิริยาบถ,
โย จะ เมตตัง ภาวะยะติ อัปมาณัง ปะฏิสสะโต
ตะนู สังโยชะนา โหนติ ปัสสะโต อุปะธิกขะยัง,
ผู้ใดมีสติเฉพาะหน้า เจริญเมตตาไม่มีประมาณ สังโยชน์ของผู้เห็นความสิ้นไปแห่งอุปธินั้น ย่อมเบาบาง,
สัมมัปปะธานะสัมปันโน สะติปัฏฐานะโคจะโร
วิมุตติกุสุมะสัญฉันโน ปะรินิพพายิสสัต ยะนาสะโว,
ผู้ถึงพร้อมด้วยสัมมัปปธาน มีสติปัฏฐานเป็นอารมณ์ ดารดาษไปด้วยดอกไม้
คือวิมุตติ หาอาสวะมิได้ จักปรินิพพาน,
(เกี่ยวกับความเพียร)
อุฏฐาตา กัมมะเธยเยสุ อัปปะมัตโต วิธานะวา
สะมัง กัปเปติ ชีวิตัง สัมภะตัง อะนุรักขะติ,
ผู้ขยันในหน้าที่การงาน ไม่ประมาท เข้าใจจัดการ เลี้ยงชีพพอประมาณ
จึงรักษาทรัพย์ที่หามาได้,
อัปปะมายุ มะนุสสานัง หิเฬยยะ นัง สุโปริโส
จะเรยยาทิตตะสีโสวะ นัตถิ มัจจุสสะ นาคะโม,
อายุของสัตว์มีน้อย คนดีพึงดูถูกอายุนั้นเสีย พึงประพฤติดุจคนมีศีรษะ
ถูกไฟไหม้ มฤตยูจะไม่มาถึง,
โอโนทะโร โย สะหะเต ชิฆัจนัง ทันโต ตะปัสสี มิตะปานะโภชะโน
อาหาระเหตุ นะ กะโรติ ปาปัง ตัง เว นะรัง สะมะณะมาหุ โลเก,
คนใดมีท้องพร่อง ย่อมทนต่อความหิวได้ ผู้ฝึกตนมีความเพียร กินดื่มพอ
ประมาณ ไม่ทำบาปเพราะอาหาร ท่านเรียกคนนั้นแล ว่าเป็นสมณะในโลก,
โย จะ วัสสะสะตัง ชีเว กุสีโต หีนะวีริโย
เอกาหัง ชีวิตัง เสยโย วิริยัง อาระภะโต ทัฬหัง,
ผู้เกียจคร้าน มีความเพียรอันเลว พึงเป็นอยู่ต่อไปถึงร้อยปีก็เท่านั้น ส่วน
ท่านผู้ปรารภควานเพียรมั่นคง แม้มีชีวิตอยู่เพียงวันเดียวประเสริฐกว่า,
นิททัง ตันทิง วิชิมหิตัง อาระติง ภัตตะสัมมะทัง
วิริเยนะ นัง ปะณาเมตวา อะริยะมัคโค วิสุชฌะติ,
อริยมรรคย่อมบริสุทธิ์ได้ เพราะการขับไล่ความหลับ ความเกียจคร้าน
และความบิดขี้เกียจ ความไม่ยินดี และความเมาอาหารนั้น ด้วยการปรารภความเพียร,
นะ มานะกามัสสะ ทะโม อิธัตถิ นะ โมนะมัตถิ อะสะมาหิตัสสะ
เอโก อะรัญเญ วิหะรัมปะมัตโต นะ มัจจุเธยยัสสะ ตะเรยยะ ปารัง,
ในโลกนี้ ผู้ที่ชอบถือตัว ย่อมไม่มีการฝึกฝน คนมีใจไม่มั่นคงย่อมไม่มี
ความรู้ ผู้ประมาทแม้อยู่ป่าคนเดียว ก็ข้ามฝั่งแห่งแดนมฤตยูไม่ได้,
ยะถาปิ มูเล อะนุปัททะเว ทัฬเห ฉินโนปิ รุกโข ปุนะเรวะ รูหะติ
เอวัมปิ ตัณหานุสะเย อะนูหะเต นิพพัตตะติ ทุกขะมิทังปุนัปปุนัง,
เมื่อรากยังมั่นคงไม่มีอันตราย ต้นไม้แม้ถูกตัดแล้วย่อมงอกได้อีกฉันใด
เมื่อตัณหานุสัย ยังไม่ถูกกำจัด ทุกข์นี้ย่อมเกิดร่ำไป ฉันนั้น,
ราคัญจะ โทสัญจะ ปะหายะ โมหัง สันทาละยิตวานะ สังโยชะนานิ
อะสันตะสัง ชีวิตตะสังขะยัมหิ เอโก จะเร ขัคคะวิสาณะกัปโป,
บัณฑิตละราคะ โทสะ และโมหะ ทำลายสังโยชน์ได้แล้ว ย่อมไม่
หวาดเสียวในการสิ้นชีวิต พึงเที่ยวไปผู้เดียว เหมือนนอแรด ฉันนั้น,
(เกี่ยวกับการคบหา)
นะ ชัจจา วะสะโล โหติ นะ ชัจจา โหติ พราหมโณ
กัมมุนา วะสะโล โหติ กัมมุนา โหติ พราหมโณ,
บุลคลจะเป็นคนเลวหรือประเสริฐเพราะชาติกำเนิดก็หาไม่ แต่เป็นคนเลว
ก็เพราะการกระทำ เป็นผู้ประเสริฐก็เพราะการกระทำ,
ยัสสะ สะพรัหมจารีสุ คาระโว นูปะลัพภะติ
อาระภา โหติ สัทธัมมา นะภัง ปะฐะวิยา ยะถา,
ผู้ใดไม่มีความเคารพในเพื่อนสพรหมจารี ผู้นั้นย่อมห่างจากพระสัจธรรม
เหมือนฟ้ากับดิน ฉันนั้น,
สัทเธนะ จะ เปสะเลนะ จะ ปัญญะวะตา พะหุสสุเตนะ จะ
สะขิตังหิ หิ กะเรยยะ ปัณฑิโต ภัทโท สัปปุริเสหิ สังคะโม,
บัณฑิตพึงทำความเป็นเพื่อนกับคนมีศรัทธา มีศีลเป็นที่รัก มีปัญญาและเป็นพหูสูตร เพราะการสมาคมกับคนดี เป็นความเจริญ,
ปูติมัจฉัง กุสัคเคนะ โย นะโร อุปะนัยหะติ
กุสาปิ ปูติ วายันติ เอวัง พาลูปะเสวะนา,
นรชนห่อปลาเน่าด้วยใบหญ้าคา แม้หญ้าคาก็พลอยเหม็นไปด้วย ฉันใด
การส้องเสพกับคนพาลก็ ฉันนั้น,
นิธีนังวะ ปะวัตตารัง ยัง ปัสเส วัชชะทัสสินัง
นิคคัยหะวาทิง เมธาวิง ตาทิสัง ปัณฑิตัง ภะเช
ตาทิสัง ภะชะมานัสสะ เสยโย โหติ นะ ปาปิโย,
พึงเห็นผู้มีปัญญา ผู้ชี้ความผิดให้ คอยว่ากล่าวตักเตือน เหมือนผู้ชี้บอก
ขุมทรัพย์ให้ พึงคบกับบุคคลเช่นนั้น เพราะเมื่อคบกับบุคคลเช่นนั้น
ก็มีแต่ดี ไม่มีเลว,
อุทธะโต จะปะโล ภิกขุ มิตเต อาคัมมะ ปาปะเก
สังสีทะติ มะโหฆัสมิง อุมมิยา ปะฏิกุชชิโต,
ภิกษุผู้ฟุ้งซ่าน มีจิตคลอนแคลน หากอาศัยมิตรชั่ว ถูกคลื่นซัด
ย่อมจมลงในแม่น้ำใหญ่,
ธัมมะกาโม สุตาธาโร ภะเวยยะ ปะริปุจฉะโก
สักกัจจัง ปะริยุปาเสยยะ สีละวันเต พะหุสสุเต,
พึงเป็นผู้ใคร่ธรรม ทรงไว้ซึ่งสุตะ เป็นผู้สอบถาม เข้าไปนั่งใกล้ผู้มีศีล
และเป็นพหูสูตโดยเคารพ,
(หมวดพุทธเจ้า)
เย ฌานะปะสุตา ธีรา เนกขัมมูปะสะเม ระตา
เทวาปิ เตสัง ปิยะทะยันติ สัมพุทธานัง สะตีมะตัง,
นักปราชญ์ทั้งหลาย ผู้ฝักใฝ่ในฌาน ยินดีในความสงบจากกิเลส
มีสติและตรัสรู้เองโดยชอบ ท่านเหล่านี้ แม้ทวยเทพย่อมชื่นชมฯ
นะ กะหาปะนะวัสเสนะ ติตติ กาเมสุ วิชชะติ
อัปปัสสาทา ทุกขา กามา อิติ วิญญายะ ปัณฑิโต,
แม้เงินตราจะหลั่งมาเหมือนห่าฝน หาทำให้ความอยากของคนเต็มเปี่ยมไม่
กามารมณ์ทั้งหลายให้มีความสุขน้อย แต่มีทุกข์มาก ผู้ฉลาดย่อมรู้แจ้งเรื่องนี้,
อะปิ ทิพเพสุ กาเมสุ ระติง โส นาธิคัจฉะติ
ตัณหะขะยะระโต โหติ สัมมาสัมพุทธะสาวะโก,
สาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ย่อมไม่มีความยินดีในกามารมณ์ทั้งหลาย
แม้ที่เป็นทิพย์ แต่ย่อมยินดีในความสิ้นไปแห่งตัณหา,
(เกี่ยวกับความสุข)
ชะยัง เวรัง ปะสะวะติ ทุกขัง เสติ ปะราชิโต
อุปะสันโต สุขัง เสติ หิตตะวา ชะยะปะราชะยัง,
ผู้ชนะย่อมก่อเวร ผู้แพ้ย่อมนอนเป็นทุกข์ บุคคลที่ละความชนะและความพ่ายแพ้เสียได้ จิตใจย่อมสงบสุข,
นัตถิ ราคะสะโม อัคคิ นัตถิ โทสะสะโม อัคคิ
นัตถิ ขันธะสะมา ทุกขา นัตถิ สันติปะรัง สุขัง,
ไม่มีไฟใด ร้อนแรงเสมอด้วยราคะและโทสะ ไม่มีทุกข์ใดเสมอด้วย
ทุกข์ของเบญจขันธ์ ไม่มีสุขใดเสมอด้วยสุขในพระนิพพาน,
ปะวิเวกสะรัง ปิตตะวา ระสัง อุปะสะมัสสะ จะ
นิททะโร โหติ นิปปาโป ธัมมะปีติระสัง ปิวัง,
บุคคลย่อมสิ้นความดิ้นรนและหมดบาป เมื่อได้ลิ้มรสแห่งความสงัด วิเวก
ได้ลิ้มรสแห่งพระนิพพาน เมื่อได้สำราญในธรรมะปีติ,
สาธุ ทัสสะนะมะริยานัง สันนิวาโส สะทา สุโข
อะทัสสะเนนะ พาลานัง นิจจะเมวะ สุขี สะยา,
การได้พบพระอริยเจ้าเป็นความดี มีสุขสำราญ การไม่ได้พบเห็นคนพาล จะสำราญเป็นนิตย์,
(อ่านต่อ ภาค 2) 
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ปฏิทินงานบุญปี 2554
วันขึ้นปีใหม่ 9 ม.ค. 54 วันมาฆบูชา 20 ก.พ. 54
วันสงกรานต์ 10 เม.ย. 54 วันวิสาขบูชา 22 พ.ค. 54
วันเข้าพรรษา 10 ก.ค. 54 วันแม่แห่งชาติ 14 ส.ค. 54
วันสารทไทย 18 ก.ย. 54 วันทอดกฐิน 16 ต.ค. 54
วันพ่อแห่งชาติ 11 ธ.ค. 54
สถานที่จัดงาน: จะมีการกำหนดอีกครั้ง และจะแจ้งให้ทราบภายหลัง
งานเริ่มเวลา 10.00 น. เป็นต้นไป กิจกรรมนี้อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม ขออนุโมทนาบุญกับทุก ๆ ท่านด้วย

Termine und Klosterfeiertage 2011
Des Wat Buddhamongkolwararam, beginn jeweils um 10.00 Uhr.
Neujahrsfest: So 09.01.11 Makhabuscha Fest: So 20.02.11
Songkran Fest: So 10.04.11 Visakhabuscha fest: So 22.05.11
Kao Pansa: So 10.07.11 Mutter tag: So 14.08.11
Saart Thai fest: So 18.09.11 Toat Kathin fest: So 16.10.11
Vater Tag: So 11.12. 11
