ภาคที่ ๕
พุทธศาสนสุภาษิต (ต่อ)

(เกี่ยวกับความรัก)

ปิยะโต  ชายะเต  โสโก               ระติยา  ชายะเต  ภะยัง
ระติยา  วิปปะมุตตัสสะ               นัตถิโสโก  กุโต  ภะยัง,
ที่ใดมีรักก็มักมีโศก  ที่ใดมีรักก็มักมีภัย  หากละความรักเสียได้ความโศกและภัยย่อมไม่มี,
สีละทัสสะนะสัมปันนัง                ธัมมัฏฐัง  สัจจะวาทินัง
อัตตะโน  กัมมะกุพพานัง                   ตัญชะโน  กุรุเต  ปิยัง,
       ผู้สมบูรณ์ด้วยศีลและปัญญา ตั้งอยู่ในธรรมะพูดสัตย์จริง และทำหน้าที่ของตนจนครบทุกสิ่ง ย่อมเป็นที่รักยิ่งของคนทั่วไป,
ฉันทะชาโต  อะนักขาเต              มะนะสา  จะ ผุฏโฐ  สิยา
กาเมสุ  อัปปะฏิพัทธะจิตโต                 อุทธังโสโตติ วุจจะติ,
       ผู้ใฝ่ในพระนิพพาน มีใจได้สัมผัสมรรคผล ไม่ติดใจในกามของคน เรียกได้ว่า “ผู้มีกระแสมุ่งสู่เบื้องบน”,
ตะเถวะ กะตะปุญญัมปิ               อัสมา โลกา ปะรัง คะตัง
ปุญญานิ ปะฏิคัณหันติ               ปิยัง  ญาตีวะ  อาคะตัง,
       บุญย่อมต้อนรับบุคคลผู้ทำบุญไว้  ที่จากโลกนี้ไป  เหมือนญาติพี่น้องต้อนรับผู้เป็นที่รัก  ซึ่งกลับมาจากแดนไกล,

(เกี่ยวกับความโกรธ)

อักโกเธนะ  ชิเน  โกธัง               อะสาธุ  สาธุนา  ชิเน
ชะเน  กระทะริยัง  ทาเนนะ                 สัจเจนาลิกะวาทินัง,
พึงชนะคนโกรธด้วยการไม่โกรธ  พึงชนะความชั่วด้วยความดี  พึงชนะคน
ตระหนีด้วยการให้  พึงชนะคนพูดพล่อย ๆ นั้นไซร้  ด้วยคำสัตย์จริง,
โปราณะเมตัง  อะตุละ                เนตัง  อัชชะตะนามิวะ
นินทันติ  ตุณหิมาสีนัง                นินทันติ  พะหุภาณินัง
มิตะภาณิมปิ  นินทันติ                นัตถิ  โลเก  อะนินทิโต,
       อตุละเอย  เรื่องนี้มีมาตั้งนานแล้ว  คนอยู่เฉย ๆ เขาก็นินทา  คนพูดมาก
เขาก็นินทา  คนพูดน้อยเขาก็นินทา  ไม่มีใครเลยในโลกนี้  ที่ไม่ถูกนินทา,

(เกี่ยวกับมลทิน)

โส กะโรหิ ทีปะมัตตะโน                     ขิปปัง วายะมะ  ปัณฑิโต  ภะวะ
นิทธันตะมะโล  อะนังคะโน                 ทิพพัง  อะริยะภูมิเมหิสิ,
ท่านจงสร้างที่พึ่ง  “บุญกุศล”  ให้แก่ตน  จงรีบเร่งฝึกฝนตนให้เป็นบัณฑิต
เมื่อบริสุทธ์ปราศจากกิเลสแล้ว  ท่านก็จะเข้าถึงอริยภูมิที่เป็นทิพย์,
อะนุปุพเพนะ เมธาวี                  โถกัง โถกัง ขะเณ ขะเณ
กัมมาโร ระชะตัสเสวะ                นิทธะเม มะละมัตตะโน,
ผู้มีปัญญาพึงขจัดมลทินของตน ทีละน้อยๆ ทุกๆขณะตามลำดับ เหมือน
ช่างเงินช่างทอง  ขจัดสนิมออกจากเงินและทอง ฉันนั้น,
อะสัชฌายะมะลา  มันตา                    อะนุฏฐานะมะลา  ฆะรา
มะลัง  วัณณัสสะ  โกสัชชัง                  ปะมาโท  รักขะโต  มะลัง,
ความเสื่อมของมนตรา อยู่ที่การไม่หมั่นทบทวน ความเสื่อมของบ้านเรือน อยู่ที่การไม่รู้จักซ่อมแซม  
ความเสื่อมของผิวพรรณ อยู่ที่ความเกียจคร้านตกแต่ง  ความเสื่อมของผู้รักษา อยู่ที่ความประมาท,
มะลิตถิยา  ทุจจะริตัง                 มัจฉะรัง ทะทะโต มะลัง
มะลา เว ปาปะกา ธัมมา                     อัสมิง โลเก  ปะรัมหิ จะ,      
ความประพฤติชั่วเป็นมลทินของสตรี ความตระหนี่เป็นมลทินของผู้ให้
ขึ้นชื่อว่าความชั่วทุกอย่างนั้นไซร้  เป็นมลทินทั้งในโลกนี้และโลกหน้า,
ตะโต มะลา มะละตะรัง              อะวิชชา  ปะระมัง  มะลัง
เอตัง มะลัง ปะหัตวานะ              นิมมะลา โหถะ  ภิกฺขะโว,
ความโง่เขลาเป็นมลทินยิ่งกว่า มลทินคือความโง่  อวิชชานับว่าเป็น
มลทินชั้นยอด ภิกฺษุทั้งหลาย พวกเธอจงละมลทินนี้แล้ว เป็นอยู่อย่างผู้ปราศจากมลทินเถิด,
สุชีวัง  อะหิริเกนะ                     กากะสูเรนะ   ธังสินา
ปักขันทะนา  ปะคัพเภนะ                    สังกิลิฏเฐนะ   ชีวิตัง,
คนที่ไร้ยางอาย  กล้าเหมือนดังกา  ชอบทำลายคนอื่นลับหลัง ชอบเอาหน้า
อวดดีและมีพฤติกรรมสกปรก  ชอบอยู่อย่างสบาย,
หิรีมะตา  จะ  ทุชชีวัง                 นิจจัง  สุจิคะเวสินา
อะลีเนนัปปะคัพเภนะ                 สุทธาชีเวนะ  ปัสสะตา,
ส่วนคนที่มีความละอายใจ  ฝักใฝ่ความบริสุทธิ์เป็นนิตย์  ไม่เกียจคร้าน
อ่อนน้อมถ่อมตน  มีอาชีพบริสุทธิ์และมีปัญญา  ชอบอยู่อย่างลำบาก,
สุทัสสัง  วัชชะมัญเญสัง              อัตตะโน  ปะนะ  ทุททะสัง
ปะเรสัง  หิ  โส  วัชชานิ              โอปุนาติ  ยะถา  ภุสัง
อัตตะโน  ปะนะ  ฉาเทติ                    กะลิงวะ กิตวา สะโฐ,
ความผิดของคนอื่นเห็นได้ง่าย  แต่ความผิดของตนนั้นเห็นได้ยาก คนเรามัก
เปิดเผยความผิดของคนอื่น เหมือนโปรยแกลบออกไป แต่ปิดบังความ
ผิดของตนไว้  เหมือนนักเลงสกา โกงซ่อนลูกสกาของตน ฉันนั้น,
ปะระวัชชานุปัสสิสสะ                 นิจจัง  อุชฌานะสัญญิโน
อาสะวา  ตัสสะ  วัฑฒันติ                   อารา  โส  อาสะวักขะยา,
บุคคลที่เห็นแต่โทษของคนอื่น  คอยจับผิดเขาเนื่องนิตย์  ย่อมมากด้วย
อาสาวะกิเลส  และห่างไกลจากความสิ้นกิเลสโดยแท้,

(เกี่ยวกับผู้เที่ยงธรรม)

นะ  เตนะ  ปัณฑิโต  โหติ          ยาวะตา  พะหุ  ภาสะติ
เขมี  อะเวรี  อะภะโย                 ปัณฑิโตติ  ปะวุจจะติ,
บุคคลไม่ชื่อว่าเป็นบัณฑิต  เพียงเพราะพูดมาก  ผู้ทำตนให้มีใจเยือกเย็น
ไม่มีเวร ไม่มีภัย  จึงจะเรียกได้ว่า  เป็นบัณฑิต,
นะ ตาวะตา ธัมมะธะโร               ยาวะตา พะหุ ภาสะติ
โย จะ อัปปัมปิ สุตวานะ                     ธัมมัง กาเยนะ ปัสสะติ
สะ เว ธัมมะธะโร โหติ                โย ธัมมัง นัปปะมัชชะติ,
บุคคลไม่ชื่อว่าผู้ทรงธรรมเพียงเพราะพูดมาก ส่วนผู้ใดถึงได้สดับตรับฟังน้อยแต่รู้
แจ้งสัจจธรรม ไม่ประมาทในธรรม ผู้นั้นแลเรียกว่า ผู้ทรงธรรม,
นะ วากกะระณะมัตเตนะ                    วัณณะโปกขะระตายะ วา
สาธุรูโป นะโร โหติ                           อิสสุกี มัจฉะรี สะโฐ,
คนที่ริษยา ตระหนี่  เจ้าเล่ห์ แม้จะพูดคล่องแคล่ว หรือมีผิวพรรณงาม ก็ไม่ชื่อว่า เป็นคนดี,
ยัสสะ เจตัง สะมุจฉินนัง                    มูลละฆัจฉัง สะมูหะตัง
สะ วันตะโทโส เมธาวี                 สาธุรูโปติ วุจจะติ,
       ส่วนผู้ที่เลิกประพฤติชั่วอย่างถอนรากถอนโคน  เป็นผู้ฉลาดและบริสุทธิ์ จึงจะชื่อว่า เป็นคนดี,

(เกี่ยวกับตนเอง)

อัตตานะเมวะ ปะฐะมัง          ปะฏิรูเป นิเวสะเย
อะถัญญะมะนุสาเสยยะ               นะ กิลิสเสยยะ ปัณฑิโต,
       บุคคลควรปฏิบัติตนให้ดีก่อน แล้วค่อยสอนคนอื่นให้รู้ตาม เมื่อบัณฑิต กระทำเช่นนี้ จะไม่มีความมัวหมองเลย,
อัตตานัญเจ ตะถา กะยิรา                   ยะถัญญะมะนุสาสะติ
สุทันโต  วะตะ ทะเมถะ               อัตตา  หิ กิระ   ทุททะโม,
บุคคลสอนผู้อื่นอย่างไร  ควรทำตนให้ได้อย่างนั้น ผู้ที่ฝึกตนได้ดีแล้ว
จึงควรฝึกผู้อื่น  เพราะตนเองฝึกตนเองได้ยากยิ่ง,
อัตตา  หิ  อัตตโน  นาโถ                    โก หิ  นาโถ ปะโร สิยา
อัตตะนา  หิ  สุทันเตนะ              นาถัง   ละภะติ  ทุลละภัง,
ตนแลเป็นที่พึ่งของตน  คนอื่นใครเล่าเขาจะเป็นที่พึ่งได้  ผู้ฝึกตนอบรมตนดีแล้ว ย่อมได้ที่พึ่งที่หาได้ยาก,
(เกี่ยวกับโลก)

เอถะ ปัสสะถิมัง  โลกัง               จิตตัง ราชะระถูปะมัง
อันธะพาลา  วิสีทันติ                         นัตถิ สังโค วิชานะตัง,
ท่านทั้งหลาย  จงมาดูโลกนี้  อันตระการตาดุจราชรถ  พวกคนเขลาพากันหมกอยู่  แต่ผู้รู้หาข้องอยู่ไม่,
โย จะ ปุพเพ ปะมัชชิตวา                    ปัจฉา  โส  นัปปะมัชชะติ
โสมัง โลกัง ปะภาเสติ                 ลัพภา มุตโตวะ จันทิมา,
ผู้ที่เคยประมาทมาก่อน แล้วย้อนกับตัวได้ในภายหลัง เขาย่อมทำโลกนี้ให้สว่าง  ดั่งดวงจันทร์พ้นทางของเมฆ ฉันนั้น,
อันธะภูโต อะยัง  โลโก               ตะนุเกตถะ  วิปัสสะติ
สะกุนโต  ชาละมุตโตวะ              อัปโป  สัคคายะ   คัจฉะติ,
โลกนี้มืดมนอันธการ น้อยคนนักจะเห็นแจ้งพระสัจธรรม  น้อยคนนัก
จะได้ไปสวรรค์  เหมือนนกติดตาข่าย  น้อยตัวนักจะได้หลุดพ้นไป,

เกี่ยวกับหนทาง  (มรรค)

มัคคานัฏฐังคิโก  เสฏโฐ              สัจจานัง  จะตุโร  ปะทา
วิราโค  เสฏโฐ ธัมมานัง               ทิปะทานัญจะ  จักขุมา,
ยอดแห่งหนทางคือมรรคมีองค์แปด  ยอดแห่งความจริงคืออริยสัจสี่ ยอด
แห่งธรรมะคือความสิ้นราคะ  ยอดแห่งมนุษย์คือพระผู้เห็นแจ้ง,(พระพุทธเจ้า),
เอตัญหิ  ตุมเห  ปะฏิปันนา                 ทุกขัสสันตัง  กะริสสะถะ
อักขาโต เว  มะยา มัคโค                    อัญญายะ  สัลละสัตถะนัง,
เมื่อเดินตามทางสายนี้แล้ว พวกท่านจะพ้นจากทุกข์เพราะทางสายนี้  ตถาคตได้ชี้บอกไว้ หลังจากได้รู้วิธีกำจัดกิเลส,

(หมวดเบ็ดเตล็ด)

เยสัญจะ  สุสะมารัทธา                นิจจัง  กายะคะตา  สะติ
อะกิจจัง  เต  นะ  เสวันติ                   กิจเจ สาตัจจะการิโน
สะตานัง สัมปะชานานัง               อัตถัง คัจฉันติ  อาสะวา,
บุคคลผู้เจริญสติพิจารณากายตลอดกาลเป็นนิตย์ ไม่ทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ
ทำแต่สิ่งที่ควรทำอย่างต่อเนื่อง มีสติและสัมปชัญญะ อาสวะกิเลสทั้งหลาย ย่อมหมดไป,        
สุปปะพุทธัง  ปะพุชฌันติ                   สะทา  โคตะมะสาวะกา
เยสัง  ทิวา จะ ระโต จะ              ภาวะนายะ  ระโต  มะโน,
เหล่าสาวกของพระโคดมพุทธเจ้า  มีใจยินดีในการเจริญภาวเป็นนิตย์
ทั้งกลางวันและกลางคืน   ชื่อว่าย่อมตื่น ด้วยดีอยู่เสมอ,
ทูเร สันโต ปะกาเสนติ                หิมะวันโตวะ ปัพพะโต
อะสันเตตถะ นะ ทิสสันติ                   รัตติขิตตา ยะถา สะรา,
คนดีทั้งหลายย่อมปรากฏเด่น ดุจภูเขาหิมพานต์ ส่วนคนชั่วช้าสามานย์
ถึงอยู่ใกล้ก็ไม่ปรากฏ ดุจลูกศรที่ยิงไปในความมืด ฉันนั้น,

เกี่ยวกับนรก

กาสาวะกัณฐา พะหะโว                ปาปะธัมมา อะสัญญะตา
ปาปา ปาเปหิ กัมเมหิ                 นิระยัง เต อุปปัชชะเร,
คนที่นุ่งห้มผ้ากาสาวพัสตร์มีมาก ที่ทําชั่วและไม่สํารวม คนชั่วเหล่านี้ ย่อมตกนรกเพราะกรรมชั่วที่ทํา,
เสยโย อะโยคุโฬ ภุตโต               ตัตโต อัคคิสิขูปะโม
ยัญเจ ภุญเชยยะ ทุสสีโล                    รัฏฐะปัณฑัง อะสัญญะโต,
ภิกษุผู้ทุศีลและไม่สํารวม ให้เขากลืนก้อนเหล็กแดงที่ลุกโชน  ดีกว่าบริโภคอาหารที่ชาวบ้านถวาย,
อะปุญญะลาโภ จะ คะตี จะ ปาปิกา ภีตัสสะ ภีตายะ ระตี จะ โถกิกา
ราชา จะ ทัณฑัง คะรุกัง ปะเณติ            ตัสมา นะโร ปะระทารัง นะ เสเว,
โทษ ๔ ประการ คือ   ๑ ได้บาป  ๒  ได้ภพชั่วในอนาคต  ๓  ทั้งคู่มีความสุขชั่วคราวแต่สะดุ้งใจเป็นนิตย์  ๔  พระราชาย่อมลงโทษอย่างหนัก เพราะฉะนั้น จึงไม่ควรประพฤติผิดในภรรยาของผู้อื่น,

(เกี่ยวกับช้าง)

อะหัง นาโควะ สังคาเม               จาปาโต ปะติตัง สะรัง
อะติวากยัง ติติกขิสสัง                ทุสสีโล หิ พะหุชชะโน,
เราจะอดทนต่อคำเสียดสีของคนอื่น  เหมือนพญาคชสารในสนามรบ
ทนต่อลูกศรที่ปล่อยออกจากคันธนู เพราะคนส่วนมากทุศีล,
มิทธี ยะทา โหติ มะหัคฆะโส         จะ นิททายิตา สัมปะริวัตตะสายี
มะหาวะราโหวะ นิวาปปะปุฏโฐ              ปุนัปปุนัง คัพภะมุเปติ มันโท,
คนโง่ ที่กินจุ สะลึมสะลือ ชอบนอนกลิ้งเกลือกไปมา เหมือนสุกรที่ถูก
ขุนให้อ้วนด้วยเศษอาหาร  ย่อมเวียนว่ายตายเกิดอยู่ร่ำไป,
สุขัง  ยาวะ  ชะรา  สีลัง               สุขา  สัทธา  ปะติฏฐิตา
สุโข  ปัญญาปะฏิลาโภ                ปาปานัง  อะกะระณัง  สุขัง,
ศีลก่อให้เกิดสุขตราบเท่าชรา    ศรัทธาที่ตั้งมั่นย่อมนำสุขมาให้
การได้ปัญญานำสุขมาให้   การไม่ทำบาปทั้งหลาย ก่อให้เกิดความสุข
,
(เกี่ยวกับตัณหา)

โย  เจตัง สะหะเต  ชัมมิง                   ตัณหัง  โลเก  ทุรัจจะยัง
โสกา  ตัมหา ปะปะตันติ                     อุทะวินทุวะ   โปกขะรา,
ผู้ใดเอาชนะตัณหาอันต่ำช้า ซึ่งยากที่จะเอาชนะได้นี้  ความโศกเศร้าย่อมไม่มี  เหมือนหยาดน้ำที่ตกจากใบบัว,
สะริตานิ สิเนหิตานิ จะ                โสมะนัสสานิ  ภะวันติ ชันตุโน
เต สาตะสิตา สุเขสิโน                 เต  เว ชาติชะรูปะคา นะรา,
คนที่ยินดีในกามารมณ์ หมกมุ่นอยู่ในรสเสน่หา ย่อมฝักใฝ่แต่สุขสำราญ คนเหล่านั้น  ย่อมเวียนว่ายตายเกิดอยู่ร่ำไป,
โย นิพพะนัฏโฐ วะนาธิมุตโต         วะนะมุตโต วะนะเมวะ ธาวะติ
ตัง ปุคคะละเมวะ  ปัสสะถะ         มุตโต พันธะนะเมวะ  ธาวะติ,
ท่านทั้งหลาย จงดูบุคคลผู้ออกบวชถือเพศบรรพชิต  ชื่อว่าพ้นจากป่าคือกิเลส
แล้วยังกับไปสู่ป่านั้นอีก เขาหลุดพ้นจากที่คุมขังแล้ว แต่ยังวิ่งเข้าหาที่คุมขังนั้นอีก,
วิตักกะมะถิตัสสะ ชันตุโน                   ติพพะราคัสสะ สุภานุปัสสิโน
ภิยโย  ตัณหา  ปะวัฑฒะติ                  เอสะ โข  ทัฬหัง กะโรติ พันธะนัง,
       ตัณหาย่อมเจริญยิ่งขึ้น แก่ผู้ที่คิดฟุ้งซ่าน  มีราคะจัด  และติดอยู่ในสิ่ง
สวยงาม คนเช่นนี้ ชื่อว่าเป็นผู้ผูกมัดตัวเองไว้อย่างแน่นเหนี่ยว,
สัพพะทานัง  ธัมมะทานัง ชินาติ            สัพพะระสัง ธัมมะระโส ชินาติ
สัพพะระติง ธัมมะระตี ชินาติ        ตัณหักขะโย สัพพะทุกขัง ชินาติ,
ธรรมะทานชนะทานทั้งปวง   รสพระธรรมชนะรสทั้งปวง ความยินดีในธรรม
ชนะความยินดีทั้งปวง   ความสิ้นตัณหาชนะทุกข์ทั้งปวง,    
ติณะโทสานิ เขตตานิ                  ราคะโทสา อะยัง ปะชา
ตัสมา หิ วีตะราเคสุ                          ทินนัง โหติ มะหัปผะลัง,
หญ้าทำให้นาเสียหาย ราคะทำให้คนเสียหาย ฉะนั้น ทานที่ให้แก่คนที่
มีราคะ มีผลน้อย แต่ให้แก่คนที่ไร้ราคะ  มีผลมาก,
ติณะโทสานิ เขตตานิ                  โทสะโทสา อะยัง ปะชา
ตัสมา หิ วีตะโทเสสุ                          ทินนัง โหติ มะหัปผะลัง,
หญ้าทำให้นาเสียหาย  โทสะทำให้คนเสียหาย ฉะนั้น ทานที่ให้แก่คนที่
มีโทสะ มีผลน้อย แต่ให้แก่คนที่ไม่มีโทสะ  มีผลมาก,
ติณะโทสานิ เขตตานิ                  โมหะโทสา อะยัง ปะชา
ตัสมา หิ วีตะโมเหสุ                          ทินนัง โหติ มะหัปผะลัง,
หญ้าทำให้นาเสียหาย โมหะทำให้คนเสียหาย ฉะนั้น ทานที่ให้แก่คนที่
มีโมหะ มีผลน้อย แต่ให้แก่คนที่ไม่มีโมหะ มีผลมาก,
ติณะโทสานิ เขตตานิ                  อิจฉาโทสา อะยัง ปะชา
ตัสมา หิ วิคะติจเฉสุ                         ทินนัง โหติ มะหัปผะลัง,
หญ้าทำให้นาเสียหาย ความอยากทำให้คนเสียหาย ฉะนั้น ทานที่ให้แก่คนที่มี
ความอยาก มีผลน้อย  แต่ให้แก่คนที่ไม่มีความอยาก มีผลมาก,

(ปัญจอภิณหปัจจเวกขณ์)

ชะราธัมโมมหิ ชะรัง อะนะตีโต  (ตา),
       เรามีความแก่เป็นธรรมดา จะล่วงพ้นความแก่ไปไม่ได้,
พะยาธิธัมโมมหิ พะยาธิง อะนะตีโต  (ตา),
       เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา จะล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปไม่ได้,
มะระณะธัมโมมะหิ มะระณัง อะนะตีโต  (ตา),
       เรามีความตายเป็นธรรมดา จะล่วงพ้นความตายไปไม่ได้,
สัพเพหิ เม ปิเยหิ มะนาเปหิ นานาภาโว วินาภาโว,
       เราจักพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งหลาย,
กัมมัสสะโกมะหิ,               เรามีกรรมเป็นของๆ ตน,
กัมมะทายาโท,                  เราจักต้องเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น,
กัมมะโยนิ,                      เรามีกรรมเป็นแดนเกิด,
กัมมะพันธุ,                     เรามีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์,
กัมมะปะฏิสะระโณ,                   เรามีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย,
ยัง กัมมัง กะริสสามิ,           เราทํากรรมอันใดไว้,
กัลป์ยาณัง วา ปาปะกัง วา            เป็นกรรมดีก็ตาม เป็นกรรมชั่วก็ตาม,
ตัสสะ ทายาโท ภะวิสสามิ,            เราจักต้องเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น,
เอวัง อัมเหหิ อะภิณหัง ปัจจะเวกขิตัพพัง,   เราทั้งหลาย พึงพิจารณาเนืองๆ อย่างนี้แล,

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ปฏิทินงานบุญปี 2554

วันขึ้นปีใหม่           9  ม.ค. 54         วันมาฆบูชา           20 ก.พ. 54
วันสงกรานต์          10 เม.ย. 54        วันวิสาขบูชา         22 พ.ค. 54
วันเข้าพรรษา        10 ก.ค. 54              วันแม่แห่งชาติ       14 ส.ค. 54
วันสารทไทย         18 ก.ย. 54          วันทอดกฐิน          16 ต.ค. 54
วันพ่อแห่งชาติ      11 ธ.ค. 54
สถานที่จัดงาน: จะมีการกำหนดอีกครั้ง และจะแจ้งให้ทราบภายหลัง

งานเริ่มเวลา     10.00 น. เป็นต้นไป กิจกรรมนี้อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม ขออนุโมทนาบุญกับทุก ๆ ท่านด้วย

Termine und Klosterfeiertage 2011   
Des Wat Buddhamongkolwararam,  beginn  jeweils um 10.00 Uhr.


Neujahrsfest:     So 09.01.11      Makhabuscha Fest:    So  20.02.11
Songkran Fest:   So 10.04.11      Visakhabuscha fest:   So  22.05.11
Kao Pansa:        So 10.07.11      Mutter tag:                So 14.08.11
Saart Thai fest:  So 18.09.11      Toat Kathin fest:        So  16.10.11
Vater Tag:         So 11.12. 11