ภาค ๓
บทสวดมนต์พิเศษ
สรณคมนาปาฐะ
หันทะ มะยัง ติสะระณะคะมะนะปาฐัง ภะณามะ เส
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ, ข้าพเจ้าถือเอาพระพุทธเจ้า เป็นสรณะ,
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ, ข้าพเจ้าถือเอาพระธรรม เป็นสรณะ,
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ, ข้าพเจ้าถือเอาพระสงฆ์ เป็นสรณะ,
ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ, แม้ครั้งที่สอง ข้าพเจ้าถือเอาพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ,
ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ, แม้ครั้งที่สอง ข้าพเจ้าถือเอาพระธรรมเป็นสรณะ,
ทุติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ, แม้ครั้งที่สอง ข้าพเจ้าถือเอาพระสงฆ์เป็นสรณะ,
ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ, แม้ครั้งที่สาม ข้าพเจ้าถือเอาพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ,
ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ, แม้ครั้งที่สาม ข้าพเจ้าถือเอาพระธรรมเป็นสรณะ,
ตะติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ, แม้ครั้งที่สาม ข้าพเจ้าถือเอาพระสงฆ์เป็นสรณะ,
(อัฏฐสิกขาบทปาฐะ)
หันทะ มะยัง อัฏฐะสิกขาปาฐัง ภะณามะ เส
ปาณาติปาตา เวระมะณี, เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการฆ่า,
อะทินนาทานา เวระมะณี, เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการถือเอาสิ่งของ
ที่เจ้าของไม่ได้ให้แล้ว,
อะพรัหมะจะริยา เวระมะณี, เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการกระทำอันมิใช่พรหมจรรย์,
มุสาวาทา เวระมะณี, เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการพูดไม่จริง,
สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี, เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการเสพของเมา มีสุราและเมรัยเป็นต้น อันเป็นที่ตั้งของความประมาท,
วิกาละโภชะนา เวระมะณี, เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการบริโภคอาหารในเวลาวิกาล,
นัจจะ คีตะ วาทิตะ วิสูกะ ทัสสนา มาลา คันธะ วิเลปะนะ ธาระณะ มัณฑะนะ วิภูสะนัฏฐานา เวระมะณี, เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการฟ้อนรำ การขับเพลง การดนตรี การดูการเล่นชนิดเป็นข้าศึกต่อกุศล การทัดทรงสวมใส่
การประดับ การตกแต่งตนด้วยพวงมาลา ด้วยเครื่องกลิ่นและเครื่องผัดทา,
อุจจาสะยะนะ มะหาสะยะนา เวระมะณี, เจตนาเป็นเครื่องเว้นจากการนั่งนอนบน ที่นอนสูง และที่นอนใหญ่,
ธรรมทั้งหลายอยู่ที่ใจ
มะโนปุพพังคะมา ธัมมา มะโนเสฏฐา มะโนมะยา, ธรรมทั้งหลาย มีใจเป็นหัวหน้า มีใจประเสริฐสุด สำเร็จแล้วที่ใจ,
มะนะสา เจ ปะทุฏเฐนะ ภาสะติ วา กะโรติ วา, ถ้าคนมีใจชั่วแล้ว พูดอยู่ก็ตาม ทำอยู่ก็ตาม,
ตะโต นัง ทุกขะมะนะเวติ จักกังวะ วะหะโต ปะทัง, ความทุกข์ย่อมติดตามคนเหล่านั้น เหมือนล้อเกวียนหมุนตามรอยเท้าโค ฉันนั้น,
เห็นพระพุทธเจ้าคือเห็นปฏิจจสมุปบาท
โย ธัมมัง ปัสสะติ โส มัง ปัสสะติ, ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นชื่อว่าเห็นเราตถาคต,
โย มัง ปัสสะติ โส ธัมมัง ปัสสะติ, ผู้ใดเห็นเราตถาคต ผู้นั้นชื่อว่าเห็นธรรม,
โย ธัมมัง ปัสสะติ โส ปะฏิจจะสะมุปปาทัง ปัสสะติ, ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นชื่อว่าเห็นปฏิจจสมุปบาท,
โย ปะฏิจจะสะมุปปาทัง ปัสสะติ โส ธัมมัง ปัสสะติ, ผู้ใดเห็นปฏิจจสมุปบาท ผู้นั้นชื่อว่าเห็นธรรม,
ตถาคตเป็นแต่เพียงผู้บอก
ตุมเหหิ กิจจัง อาตัปปัง อักขาตาโร ตะถาคะตา
ปะฏิปันนา ปะโมกขันติ ฌายิโน มาระพันธะนา,
ท่านทั้งหลายต้องทำความเพียรด้วยตนเอง ตถาคตเป็นแต่เพียงผู้บอกผู้มีปรกติเพ่งพินิจ จักพ้นจากบ่วงแห่งมาร
เขมาเขมสรณทีปิกคาถา
หันทะ มะยัง เขมาเขมะสะระณะทีปิกคาถาโย ภะณามะ เส
พะหุง เว สะระณัง ยันติ ปัพพะตานิ วะนานิ จะ
อารามะรุกขะเจตะยานิ มะนุสสา ภะยะตัชชิตา,
มนุษย์เป็นอันมาก เมื่อเกิดมีภัยคุกคามเเล้ว ก็ถือเอาภูเขาบ้าง ป่าไม้บ้าง
อารามและรุกขเจดีย์บ้าง เป็นสรณะ,
เนตัง โข สะระณัง เขมัง เนตัง สะระณะมุตตะมัง
เนตัง สะระณะมาคัมมะ สัพพะทุกขา ปะมุจจะติ,
นั่น มิใช่สรณะอันเกษมเลย นั่นมิใช่สรณะอันสูงสุด เขาอาศัยสรณะนั่นแล้ว
ย่อมไม่พ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้,
โย จะ พุทธัญจะ ธัมมัญจะ สังฆัญจะ สะระณัง คะโต
จัตตาริ อะริยะสัจจานิ สัมมัปปัญญายะ ปัสสะติ,
ส่วนผู้ใดถือเอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะแล้ว เห็นอริยสัจจ์
คือความจริงอันประเสริฐสี่ ด้วยปัญญาอันชอบ,
ทุกขัง ทุกขะสะมุปปาทัง ทุกขัสสะ จะ อะติกกะมัง
อะริยัญจัฏฐังคิกัง มัคคัง ทุกขูปะสะมะคามินัง,
คือเห็นความทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ความก้าวล่วงทุกข์เสียได้ และหนทาง
มีองค์แปดอันประเสริฐ เครื่องถึงความระงับทุกข์,
เอตัง โข สะระณัง เขมัง เอตัง สะระณะมุตตะมัง
เอตัง สะระณะมาคัมมะ สัพพะทุกขา ปะมุจจะติ,
นั่นแหละเป็นสรณะอันเกษม นั่นเป็นสรณะอันสูงสุด เขาอาศัยสรณะนั่นแล้ว ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้,
(อริยธนคาถา)
หันทะ มะยัง อะริยะธะนะคาถาโย ภะณามะ เส
ยัสสะ สัทธา ตะถาคะเต อะจะลา สุปะติฏฐิตา,
ศรัทธาในพระตถาคตของผู้ใด ตั้งมั่นอย่างดี ไม่หวั่นไหว,
สีลัญจะ ยัสสะ กัลยาณัง อะริยะกันตัง ปะสังสิตัง,
และศีลของผู้ใดงดงาม เป็นที่สรรเสริญที่พอใจ ของพระอริยเจ้า,
สังเฆ ปะสาโท ยัสสัตถิ อุชุภูตัญจะ ทัสสะนัง,
ความเลื่อมใสของผู้ใดมีในพระสงฆ์ และความเห็นของผู้ใดตรง,
อะทะฬิทโทติ ตัง อาหุ อะโมฆันตัสสะ ชีวิตัง,
บัณฑิตกล่าวเรียกเขาคนนั้นว่า คนไม่จน ชีวิตของเขาไม่เป็นหมัน,
ตัสมา สัทธัญจะ สีลัญจะ ปะสาทัง ธัมมะทัสสะนัง
อะนุยุญเชถะ เมธาวี สะรัง พุทธานะสาสะนัง,
เพราะเมื่อระลึกได้ถึงคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าอยู่ ผู้มีปัญญา ควรก่อ
สร้างศรัทธา ศีล ความเลื่อมใส เเละความเป็นธรรมให้เนื่อง ๆ,
(ติลักขณาทิคาถา)
หันทะ มะยัง ติลักขณาทิคาถาโย ภะณามะ เส
สัพเพ สังขารา อะนิจจาติ ยะทา ปัญญายะ ปัสสะติ,
เมื่อใด บุคคลเห็นด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง,
อะถะ นิพพินทะติ ทุกเข เอสะ มัคโค วิสุทธิยา,
เมื่อนั่น ย่อมเหนื่อยหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกที่ตนหลง นั่นแหละเป็นทางแห่งพระนิพพาน อันเป็นธรรมหมดจด,
สัพเพ สังขารา ทุกขาติ ยะทา ปัญญายะ ปัสสะติ,
เมื่อใด บุคคลเห็นด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์,
อะถะ นิพพินทะติ ทุกเข เอสะ มัคโค วิสุทธิยา,
เมื่อนั้นย่อมเหนื่อยหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์ ที่ตนหลง นั่นแหละ เป็นทางแห่งพระนิพพาน อันเป็นทําหมดจด,
สัพเพ ธัมมา อะนัตตาติ ยะทา ปัญญายะ ปัสสะติ,
เมื่อใด บุคคลเห็นด้วยปัญญาว่า ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา,
อะถะ นิพพินทะติ ทุกเข เอสะ มัคโค วิสุทธิยา,
เมื่อนั้นย่อมเหนื่อยหน่ายในสิ่งที่เป็นทุกข์ ที่ตนหลง นั่นเเหละ เป็นทางเเห่งพระนิพพาน อันเป็นธรรมหมดจด,
อัปปะกา เต มะนุสเสสุ เย ชะนา ปาระคามิโน,
ในหมู่มนุษย์ทั้งหลาย ผู้ที่ถึงฝั่งแห่งพระนิพพานมีน้อยนัก,
อะถายัง อิตะรา ปะชา ตีระเมวานุธาวะติ,
หมู่มนุษย์นอกนั้น ย่อมวิ่งเลาะอยู่ตามฝั่งในนี้เอง,
เย จะ โข สัมมะทักขาเต ธัมเม ธัมมานุวัตติโน,
ก็ชนเหล่าใดประพฤติสมควรเเก่ธรรม ในธรรมที่ตรัสไว้ชอบเเล้ว,
เต ชะนา ปาระเมสสันติ มัจจุเธยยัง สุทุตตะรัง,
ชนเหล่านั้นจักถึงฝั่งพระนิพพาน ข้ามพ้นบ่วงเเห่งมัจจุที่ข้ามได้ยากนัก,
กัณหัง ธัมมัง วิปปะหายะ สุกกัง ภาเวถะ ปัณฑิโต,
จงเป็นบัณฑิตละธรรมดำเสีย แล้วเจริญธรรมขาว,
โอกา อะโนกะมาคัมมะ วิเวเก ยัตถะ ทูระมัง
ตัตราภิระติมิจเฉยยะ หิตวา กาเม อะกิญจะโน,
จงมาถึงที่ไม่มีน้ำ จากที่มีน้ำ จงละกามเสีย เป็นผู้ไม่มีความกังวล
จงยินดีเฉพาะต่อพระนิพพาน อันเป็นที่สงัด ซึ่งสัตว์ยินดีได้โดยยาก,
ภารสุตตคาถา
หันทะ มะยัง ภาระสุตตะคาถาโย ภะณามะ เส
ภารา หะเว ปัญจักขันธา, ขันธ์ทั้งห้า เป็นของหนักเน้อ,
ภาระหาโร จะ ปุคคโล, บุคคลแหละ เป็นผู้แบกของหนักพาไป,
ภาราทานัง ทุกขัง โลเก, การแบกถือของหนักเป็นความทุกข์ในโลก,
ภาระนิกเขปะนัง สุขัง, การสลัดของหนัก ทิ้งลงเสีย เป็นความสุข,
นิกขิปิตะวา คุรุง ภารัง, พระอริยเจ้า สลัดทิ้งของหนักลงเสียแล้ว,
อัญญัง ภารัง อะนาทิยะ, ทั้งไม่หยิบฉวยเอาของหนักอันอื่นขึ้นมาอีก,
สะมูลัง ตัณหัง อัพพุยหะ, ก็เป็นผู้ถอนตัณหาขึ้นได้กระทั่งราก,
นิจฉาโต ปะรินิพพุโต, เป็นผู้หมดสิ่งปรารถนา ดับสนิทไม่มีส่วนเหลือ,
ภัทเทกรัตตคาถา
หันทะ มะยัง ภัทเทกรัตตะคาถาโย ภะณามะ เส
อะตีตัง นานวาคะเมยยะ นัปปะฏิกังเข อะนาคะตัง,
บุคคลไม่ควรตามคิดถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้วด้วยอาลัย และไม่พึงพะวงถึงสิ่งที่ยังไม่มาถึง,
ยะทะตีตัมปะหีนันตัง อัปปัตตัญจะ อะนาคะตัง,
สิ่งเป็นอดีตก็ละไปแล้ว สิ่งเป็นอนาคตก็ยังไม่มา,
ปัจจุปันนัญจะ โย ธัมมัง ตัตถะ ตัตถะ วิปัสสะติ
อะสังหิรัง อะสังกุปปัง ตัง วิทธา มะนุพรูหะเย,
ผู้ใดเห็นธรรมอันเกิดขึ้นเฉพาะหน้าในที่นั้นๆ อย่างแจ่มแจ้ง ไม่ง่อนแง่น
คลอนแคลน เขาควรพอกพูนอาการเช่นนั้นไว้,
อัชเชวะ กิจจะมาตัปปัง โก ชัญญา มะระณัง สุเว,
ความเพียรเป็นกิจที่ต้องทำวันนี้ ใครจะรู้ความตาย แม้พรุ่งนี้,
นะ หิโน สังคะรันเตนะ มะหาเสเนนะ มัจจุนา,
เพราะการผลัดเพี้ยนต่อมัจจุราช ซึ่งมีเสนามาก ย่อมไม่มีสำหรับเรา,
เอวัง วิหาริมาตาปิง อะโหรัตตะมะตันทิตัง
ตัง เว ภัทเทกะรัตโตติ สันโต อาจิกขะเต มุนิ,
มุนีผู้สงบ ย่อมกล่าวเรียก ผู้มีความเพียรอยู่เช่นนั้น ไม่เกียจคร้าน
ทั้งกลางวันกลางคืนว่า “ผู้เป็นอยู่แม้เพียงราตรีเดียว” ก็น่าชม
ธัมมคารวาทิคาถา
หันทะ มะยัง ธัมมะคาระวาทิคาถาโย ภะณามะ เส
เย จะ อะตีตา สัมพุทธา เย จะ พุทธา อะนาคะตา
โย เจตะระหิ สัมพุทโธ พะหุนนัง โสกะนาสะโน,
พระพุทธเจ้าบรรดาที่ล่วงไปแล้วด้วย ที่ยังไม่มาตรัสรู้ด้วย และพระพุทธเจ้าผู้ขจัดโศกของมหาชนในกาลบัดนี้ด้วย,
สัพเพ สัทธัมมะคะรุโน วิหะริงสุ วิหาติ จะ
อะถาปิ วิหะริสสันติ เอสา พุทธานะธัมมะตา,
พระพุทธเจ้าทั้งปวงนั้น ทุกพระองค์ เคารพพระธรรม ได้เป็นมาแล้วด้วย
กำลังเป็นอยู่ด้วยและจักเป็นด้วย เพราะธรรมดาของพระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นเช่นนั้นเอง,
ตัสมา หิ อัตตะกาเมนะ มะหัตตะมะภิกังขะตา
สัทธัมโม คะรุกาตัพโพ สะรัง พุทธานะสาสะนัง,
เพราะฉะนั้น บุคคลผู้รักตน หวังอยู่เฉพาะคุณเบื้องสูง เมื่อระลึกได้ถึงคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าอยู่ จงทำความเคารพพระธรรม,
นะ หิ ธัมโม อะธัมโม จะ อุโภ สะมะวิปากิโน,
ธรรมและอธรรม จะมีผลเหมือนกันทั้งสองอย่าง หามิได้,
อะธัมโม นิระยัง เนติ ธัมโม ปาเปติ สุคะติง,
อธรรมย่อมนำไปนรก ธรรมย่อมนำให้ถึงสุคติ,
ธัมโม หะเว รักขะติ ธัมมะจาริง,
ธรรมแหละ ย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรมเป็นนิจ,
ธัมโม สุจิณโณ สุขะมาวะหาติ,
ธรรมที่ประพฤติดีแล้ว ย่อมนำสุขมาให้ตน,
เอสานิสังโส ธัมเม สุจิณเณ,
นี่เป็นอานิสงส์ ในธรรมที่ตนประพฤติดีแล้ว,
(โอวาทปาติโมกขคาถา)
หันทะ มะยัง โอวาทะปะติโมกขะคาถาโย ภะณามะ เส
สัพพะปาปัสสะ อะกะระณัง, การไม่ทําบาปทั้งปวง,
กุสะลัสสูปะสัมปะทา, การทํากุศลให้ถึงพร้อม,
สะจิตตะปะริโยทะปะนัง, การชําระจิตของตนให้ขาวรอบ,
เอตัง พุทธานะสาสะนัง, ธรรม ๓ อย่างนี้ เป็นคําสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย,
ขันตี ปะระมัง ตะโป ตีติกขา, ขันติคือความอดกลั้น เป็นธรรมเครื่องเผากิเลสอย่างยิ่ง,
นิพพานัง ปะระมัง วะทันติ พุทธา, ผู้รู้ทั้หลาย กล่าวพระนิพพานว่าเป็นธรรมอันยิ่ง,
นะ หิ ปัพพะชิโต ปะรูปะฆาตี, ผู้กําจัดสัตว์อื่นอยู่ ไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิตเลย,
สะมะโณ โหติ ปะรัง วิเหฐะยันโต, ผู้ทําสัตว์อื่นให้ลําบากอยู่ ไม่ชื่อว่าเป็นสมณะเลย,
อะนูปะวาโท อะนูปะฆาโต, การไม่พูดร้าย การไม่ทําร้าย,
ปาติโมกเข จะ สังวะโร, การสํารวมในปาติโมกข์,
มัตตัญญุตา จะ ภัตตัสมิง, ความเป็นผู้รู้ประมาณในการบริโภค,
ปันตัญจะ สะยะนาสะนัง, การนอน การนั่ง ในที่อันสงัด,
อะธิจิตเต จะ อาโยโค, ความหมั่นประกอบในการทําจิตให้ยิ่ง,
เอตัง พุทธานะสาสะนัง, ธรรม ๖ อย่างนี้ เป็นคําสํ่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย,
(ปัจฉิมพุทโธวาทปาฐะ)
หันทะ มะยัง ปัจฉิมะพุทโธวาทะปาฐัง ภะณามะ เส
หันทะทานิ ภิกขะเว อามันตะยามิ โว, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า
วะยะธัมมา สังขารา, สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา,
อัปปะมาเทนะ สัมปาเทถะ, ท่านทั้งหลาย จงทําความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด
อะยัง ตะถาคะตัสสะ ปัจฉิมะวาจา. นี่เป็นพระวาจามีในครั้งสุดท้าย ของพระตถาคตเจ้า,
(ปฐมพุทธภาสิตคาถา)
หันทะ มะยัง ปะฐะมะพุทธะภาสิตะคาถาโย ภะณามะ เส
อะเนกะชาติสังสารัง สันธาวิสสัง อะนิพพิสัง,
เมื่อเรายังไม่พบญาณ ได้แล่นท่องเที่ยวไปในสงสาร เป็นอเนกชาติ,
คะหะการัง คะเวสันโต ทุกขา ชาติ ปุนัปปุนัง,
แสวงหาอยู่ซึ่งนายช่างปลูกเรือน คือตัณหาผู้สร้างภพ การเกิดทุกคราวเป็นทุกรํ่าไป,
คะหะการะกะ ทิฏโฐสิ ปุนะ เคหัง นะ กาหะสิ,
นี่แน่ะ นายช่างปลูกเรือน เรารู้จักเจ้าเสียแล้ว เจ้าจะทําเรือนให้เราไม่ใด้อีกต่อไป,
สัพพา เต ผาสุกา ภัคคา คะหะกูฏัง วิสังขะตัง,
โครงเรือนทั้งหมดของเจ้าเราหักเสียเเล้ว ยอดเรือนเราก็รื้อเสียเเล้ว,
วิสังขาระคะตัง จิตตัง ตัณหานัง ขะยะมัชฌะคา,
จิตของเราถึงแล้วซึ่งสภาพที่อะไรปรุงเเต่งไม่ได้อีกต่อไป มันได้ถึงเเล้วซึ่งความสิ้นไปเเห่งตัณหา คือ ถึงนิพพาน,
อ่านบทสวดมนต์พิเศษต่อ 
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ปฏิทินงานบุญปี 2554
วันขึ้นปีใหม่ 9 ม.ค. 54 วันมาฆบูชา 20 ก.พ. 54
วันสงกรานต์ 10 เม.ย. 54 วันวิสาขบูชา 22 พ.ค. 54
วันเข้าพรรษา 10 ก.ค. 54 วันแม่แห่งชาติ 14 ส.ค. 54
วันสารทไทย 18 ก.ย. 54 วันทอดกฐิน 16 ต.ค. 54
วันพ่อแห่งชาติ 11 ธ.ค. 54
สถานที่จัดงาน: จะมีการกำหนดอีกครั้ง และจะแจ้งให้ทราบภายหลัง
งานเริ่มเวลา 10.00 น. เป็นต้นไป กิจกรรมนี้อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม ขออนุโมทนาบุญกับทุก ๆ ท่านด้วย

Termine und Klosterfeiertage 2011
Des Wat Buddhamongkolwararam, beginn jeweils um 10.00 Uhr.
Neujahrsfest: So 09.01.11 Makhabuscha Fest: So 20.02.11
Songkran Fest: So 10.04.11 Visakhabuscha fest: So 22.05.11
Kao Pansa: So 10.07.11 Mutter tag: So 14.08.11
Saart Thai fest: So 18.09.11 Toat Kathin fest: So 16.10.11
Vater Tag: So 11.12. 11
