ภาค ๑
คำทำวัตรเช้า

(พุทธาภิถุติง)
(หันทะ  มะยัง  พุทธาภิถุติง  กะโรมะ  เส)

       โย โส ตะถาคะโต,            พระตถาคตเจ้านั้น พระองค์ใด,
อะระหัง,                                    เป็นผู้ไกลจากกิเลส,
สัมมาสัมพุทโธ,                         เป็นผู้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง,
วิชชาจรณะสัมปันโน,              เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ,
สุคะโต,                                      เป็นผู้ไปแล้วด้วยดี,
โลกะวิทู,                                     เป็นผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง,
อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ,        เป็นผู้สามารถฝึกบุรุษที่สมควรฝึกได้, อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า,
สัตถา เทวะมะนุสสานัง,
                เป็นครูผู้สอนของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย,
พุทโธ,                                        เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรม,
ภะคะวา,                                     เป็นผู้มีความจำเริญจำแนกธรรม สั่งสอนสัตว์
โย อิมัง โลกัง สะเทวะกัง  สะมาระกัง สะพรัหมะกัง สัสสะมะณะพราหมะณิงปะชัง,  สะเทวะมะนุสสัง สะยัง อะภิญญา
สัจฉิกัตวา ปะเวเทสิ,
     พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด ได้ทรงทำ ความดับทุกข์ให้แจ้งด้วยพระปัญญาอันยิ่งเองแล้วทรงสอนโลกนี้ พร้อมทั้งเทวดา มาร พรหม และหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ พร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์ให้รู้ตาม,
โย ธัมมัง เทเสสิ,                          พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด ทรงแสดงธรรมแล้ว,
อาทิกัลยานัง,                              ไพเราะในเบื้องต้น,
มัชเฌกัลยานัง,                           ไพเราะในท่ามกลาง,
ปะริโยสานะกัลยานัง,                ไพเราะในที่สุด,
สาตถัง สะพยัญชะนัง                ทรงประกาศพรหมจรรย์ คือแบบแห่งการ
เกวะละปะริปุณณัง                               ปฏิบัติอันประเสริฐ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง
ปะริสุทธัง พรัหมะจริยัง ปกาเสสิ,        พร้อมทั้งอรรถะ (คำอธิบาย)พร้อมทั้งพยัญชนะ (หัวข้อ),
ตะมะหัง ภะคะวันตัง                    ข้าพเจ้าบูชาอย่างยิ่ง เฉพาะพระผู้มี
อะภิปูชะยามิ,                               พระภาคเจ้า พระองค์นั้น,
ตะมะหัง ภะคะวันตัง                   ข้าพเจ้านอบน้อมพระผู้มีพระภาคเจ้า
สิระสา นะมามิ,                            พระองค์นั้น ด้วยเศียรเกล้า,
(กราบระลึกถึงพระพุทธคุณ)

(ธัมมาภิถุติง)
(หันทะ มะยัง ธัมมาภิถุติง กะโรมะ เส)

โย โส สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม,         พระธรรมนั้นใด เป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสไว้ดีแล้ว,
สันทิฏฐิโก,                                 เป็นสิ่งที่ผู้ศึกษาและปฏิบัติ พึงเห็นได้ด้วยตนเอง,
อะกาลิโก,                                   เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้และให้ผลได้ไม่จำกัดกาล,
เอหิปัสสะโก,                               เป็นสิ่งที่ควรกล่าวกับผู้อื่นว่า ท่านจงมาดูเถิด,
โอปะนะยิโก,                              เป็นสิ่งที่ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว,
ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ,           เป็นสิ่งที่ผู้รู้ ก็รู้ได้เฉพาะตน,
ตะมะหัง ธัมมัง อะภิปูชะยามิ,         ข้าพเจ้าบูชาอย่างยิ่ง เฉพาะพระธรรมนั้น,
ตะมะหัง ธัมมัง สิระสา นะมามิ,       ข้าพเจ้านอบน้อมพระธรรมนั้น ด้วยเศียรเกล้า,
(กราบระลึกถึงพระธรรมคุณ)

(สังฆาภิถุติง)
(หันทะ มะยัง สังฆาภิถุติง กะโรมะ เส)

        โย โส สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,        สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น หมู่ใด, ปฏิบัติดีแล้ว,
อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต  สาวะกะสังโฆ,                     สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า หมู่ใด, ปฏิบัติตรงแล้ว,
ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต   สาวะกะสังโฆ,     สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า หมู่ใด, ปฏิบัติเพื่อรู้ธรรมเป็นเครื่องออกจากทุกข์แล้ว,
สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,           สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า หมู่ใด, ปฏิบัติสมควรแล้ว,
ยะทิทัง,                                     ได้แก่บุคคลเหล่านี้คือ,
จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา,       คู่แห่งบุรุษ ๔ คู่  นับเรียงตัวบุรุษได้ ๘ บุรุษ,
เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ,               นั่นแหละสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า,
อาหุเนยโย,                                 เป็นสงฆ์ควรแก่สักการะที่เขานำมาบูชา,
ปาหุเนยโย,                                 เป็นสงฆ์ควรแก่สักการะที่เขาจัดไว้ต้อนรับ,
ทักขิเนยโย,                                 เป็นผู้ควรรับทักษิณาทาน,
อัญชะลีกะระณีโย,                     เป็นผู้ที่บุคคลทั่วไปควรทำอัญชลี,
อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสะ, เป็นเนื้อนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า,
ตะมะหัง สังฆัง อะภิปูชะยามิ,         ข้าพเจ้าบูชาอย่างยิ่ง เฉพาะพระสงฆ์หมู่นั้น,
ตะมะหัง สังฆัง สิระสา นะมามิ,             ข้าพเจ้านอบน้อมพระสงฆ์หมู่นั้นด้วยเศียรเกล้า,
(กราบระลึกถึงพระสังฆคุณ)

(รตนัตตยัปปณามคาถา)
(หันทะ มะยัง ระตะนัตตะยัปปะณามะคาถาโย เจวะ สังเวคะปะริกิตตะนะปาฐัญจะ ภะณามะ เส)

พุทโธ สุสุทโธ กะรุณามะหัณณะโว,   พระพุทธเจ้าผู้บริสุทธิ์ มีพระกรุณา ดุจห้วงมหรรนพ,
โยจจันตะสุทธัพพะระญาณะโลจะโน,     พระองค์ใด มีตาคือญาณอันประเสริฐหมดจดถึงที่สุด,
โลกัสสะ ปาปูปะกิเลสะฆาตะโก,             เป็นผู้ฆ่าเสียซึ่งบาป และอุปกิเลสของโลก,
วันทามิ พุทธัง อะหะมาทะเรนะ ตัง, ข้าพเจ้าไหว้พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นโดยใจเคารพเอื้อเฟื้อ,
ธัมโม ปะทีโป วิยะ ตัสสะ สัตถุโน,          พระธรรมของพระศาสดาสว่างรุ่งเรือง เปรียบดวงประทีป,
โย มัคคะปากามะตะเภทะภินนะโก,  จำแนกประเภทคือ มรรค ผล นิพพานส่วนใด,
โลกุตตะโร โย จะ ตะทัตถะทีปะโน,  ซึ่งเป็นตัวโลกุตตระ และส่วนใดที่ชี้แนว แห่งโลกุตตระนั้น,
วันทามิ ธัมมัง อะหะมาทะเรนะ ตัง,  ข้าพเจ้าไหว้พระธรรมนั้น โดยใจเคารพเอื้อเฟื้อ,
สังโฆ สุเขตตาภะยะติเขตตะสัญญิโต,       พระสงฆ์เป็นนาบุญอันยิ่งใหญ่ กว่านาบุญอันดีทั้งหลาย,
โย ทิฏฐะสันโต สุคะตานุโพธะโก,          เป็นผู้เห็นพระนิพพานตรัสรู้ตามพระสุคตหมู่ใด,
โลลัปปะหีโน อะริโย สุเมธะโส,                เป็นผู้ละกิเลสเครื่องโลเล เป็นพระอริยเจ้า มีปัญญาดี,
วันทามิ สังฆัง อะหะมาทะเรนะ ตัง,  ข้าพเจ้าไหว้พระสงฆ์หมู่นั้นโดยใจเคารพเอื้อเฟื้อ,
อิจเจวะเมกันตะภิปูชะเนยยะกัง วัตถุตตะยัง วันทะยะตาภิสังขะตัง ปุญญัง มะยา ยัง มะมะ สัพพุปัทวา, มา โหนตุ เว ตัสสะ
ปะภาวะสิทธิยา,
    บุญใดที่ข้าพเจ้า ผู้ไหว้อยู่ซึ่งวัตถุสาม คือ พระรัตนะตรัยอันควรบูชายิ่งโดยส่วนเดียว  ได้กระทำแล้วเป็นอย่างยิ่งเช่นนี้นี้
ขออุปัททวะ (ความชั่ว) ทั้งหลาย จงอย่ามีแก่ข้าพเจ้าเลย ด้วยอำนาจความสำเร็จอันเกิดจากบุญนั้น,

(สังเวคปริกิตตนปาฐะ)

อิธะ ตะถาคะโต โลเก อุปปันโน,              พระตถาคตเจ้าเกิดขึ้นแล้ว ในโลกนี้,
อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ,                       เป็นผู้ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง,
ธัมโม จะ เทสิโต นิยยานิโก,           และพระธรรมที่ทรงแสดง เป็นธรรมเครื่องออกจากทุกข์,
อุปะสะมิโก ปะรินิพพานิโก,                   เป็นเครื่องสงบกิเลส เป็นไปเพื่อปรินิพพาน,
สัมโพธะคามี สุคะตัปปะเวทิโต,              เป็นไปเพื่อความรู้พร้อม เป็นธรรมที่พระสุคตประกาศ,
มะยันตัง ธัมมัง สุตวา เอวัง ชะนามะ,       พวกเราเมื่อได้ฟังธรรมนั้นแล้ว จึงได้รู้อย่างนี้ว่า,
ชาติปิ ทุกขา,                                      แม้ความเกิดก็เป็นทุกข์,
ชะราปิ ทุกขา,                                     แม้ความแก่ก็เป็นทุกข์,
มะระณัมปิ ทุกขัง,                               แม้ความตายก็เป็นทุกข์,
โสกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัส          แม้ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความไม่สบายกาย
สุปายาสาปิ ทุกขา,                         ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจ ก็เป็นทุกข์,
อัปปิเยหิ สัมปะโยโค ทุกโข,                   ความประสบกับสิ่งไม่เป็นที่รักที่พอใจ ก็เป็นทุกข์,
ปิเยหิ วิปปะโยโค ทุกโข,                        ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักที่พอใจ ก็เป็นทุกข์,
ยัมปิจฉัง นะ ละภะติ ตัมปิ ทุกขัง,           มีความปรารถนาสิ่งใด ไม่ได้สิ่งนั้น นั่นก็เป็นทุกข์,
สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา,      ว่าโดยย่อ อุปาทานขันธ์ทั้งห้าเป็นตัวทุกข์,
เสยยะถีทัง,                                 ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ,
รูปูปาทานักขันโธ,                         ขันธ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นคือรูป,
เวทะนูปาทานักขันโธ,                   ขันธ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นคือเวทนา,
สัญญูปาทานักขันโธ,                    ขันธ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นคือสัญญา,
สังขารูปาทานักขันโธ,                   ขันธ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นคือสังขาร,
วิญญาณูปาทานักขันโธ,               ขันธ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น คือวิญญาณ,
เยสัง ปะริญญายะ,                          เพื่อให้สาวกกำหนดรอบรู้อุปาทานขันธ์ เหล่านี้เอง,
ธะระมาโน โส ภะคะวา,                 จึงพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เมื่อยังทรงพระชนม์อยู่,
เอวัง พะหุลัง สาวะเก วิเนติ,           ย่อมทรงแนะนำสาวกทั้งหลาย เช่นนี้เป็น ส่วนมาก,
เอวัง ภาคา จะ ปะนัสสะ ภะคะวะโต สาวะเกสุ อะนุสาสะนี พะหุลา ปะวัตตะติ,   อนึ่งคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น
ย่อมเป็นไปในสาวกทั้งหลาย ส่วนมาก มีส่วนคือ การจำแนกอย่างนี้ว่า,
รูปัง อะนิจจัง,                             รูปไม่เที่ยง,
เวทะนา อะนิจจา,                       เวทนาไม่เที่ยง,
สัญญา อะนิจจา,                        สัญญาไม่เที่ยง,
สังขารา อะนิจจา,                      สังขารไม่เที่ยง,
วิญญาณัง อะนิจจัง,                  วิญญาณไม่เที่ยง,
รูปัง อะนัตตา,                            รูปไม่ใช่ตัวตน,
เวทะนา อะนัตตา,                       เวทนาไม่ใช่ตัวตน,
สัญญา  อะนัตตา,                       สัญญาไม่ใช่ตัวตน,
สังขารา อะนัตตา,                      สังขารไม่ใช่ตัวตน,
วิญญาณัง อะนัตตา,                  วิญญาณไม่ใช่ตัวตน,
สัพเพ สังขารา อะนิจจา,            สังขารทั้งหลายทั้งปวง ไม่เที่ยง,
สัพเพ ธัมมา อะนัตตาติ,             ธรรมทั้งหลายทั้งปวงไม่ใช่ตัวตน ดังนี้,
เต (ตา) มะยัง โอติณณามหะ,         พวกเราทั้งหลาย เป็นผู้ถูกครอบงำแล้ว,
ชาติยา,                                       โดยความเกิด,
ชะรามะระเณนะ,                        โดยความแก่ และความตาย,
โสเกหิ ปะริเทเวหิ                        โดยความโศก ความร่ำไรรำพัน ความไม่สบายกาย
ทุกเขหิ โทมะนัสเสหิ อุปายาเสหิ,            ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจทั้งหลาย,
ทุกโขติณณา,                              เป็นผู้ถูกความทุกข์ หยั่งเอาแล้ว,
ทุกขะปะเรตา,                              เป็นผู้มีความทุกข์ เป็นเบื้องหน้าแล้ว,
อัปเปวะนามิมัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ อันตะกิริยา ปัญญาเยถาติ,       
ทำไฉน การทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้จะพึงปรากฏชัดแก่เราได้,

(สำหรับอุบาสก อุบาสิกาสวด)

จิระปะรินิพพุตัมปิ ตัง ภะคะวันตัง           เราทั้งหลาย ผู้ถึงแล้วซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า
สะระณัง คะตา,                                แม้ปรินิพพานนานแล้ว พระองค์นั้นเป็นสรณะ,
ธัมมัญจะ สังฆัญจะ,                             ถึงพระธรรมด้วย ถึงพระสงฆ์ด้วย,
ตัสสะ ภะคะวะโต สาสะนัง ยะถาสะติ ยะถาพะลัง มะนะสิกะโรมะ อะนุปะฏิปัชชามะ,        
จักทำในใจอยู่ ปฏิบัติตามอยู่ซึ่งคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ตามสติกำลัง,
สา สา โน ปะฏิปัตติ,                          ขอให้ความปฏิบัตินั้นๆ ของเราทั้งหลาย,
อิมัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ อันตะกิริยายะ สังวัตตะตุ,  จงเป็นไปเพื่อการทำที่สุด แห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ เทอญฯ

(สำหรับภิกษุ - สามเณรสวด)

จิระปะนิพพุตัมปิ ตัง ภะคะวันตัง อุททิสสะ อะระหันตัง สัมมาสัมพุทธัง,              เราทั้งหลาย อุทิศเฉพาะพระผู้มีพระภาคเจ้า
ผู้ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง แม้ปรินิพพานนานแล้ว พระองค์นั้น,
สัทธา อาคารัสมา อะนะคาริยัง ปัพพะชิตา,              เป็นผู้มีศรัทธา ออกบวชจากเรือน ไม่เกี่ยวข้องด้วยเรือนแล้ว,
ตัสมิง ภะคะวะติ พรัหมะจะริยัง จะรามะ,            ประพฤติอยู่ซึ่งพรหมจรรย์ ในพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้น,
ภิกขูนัง สิกขาสาชีวะสะมาปันนา,              ถึงพร้อมด้วยสิกขา และธรรมเป็นเครื่องเลี้ยงชีวิตของภิกษุทั้งหลาย,
ตัง โน พรัหมจะริยัง อิมัสสะ  เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ อันตะกิริยายะ สังวัตตะตุฯ         ขอให้พรหมจรรย์ของเราทั้งหลายนั้น
จงเป็นไปเพื่อการทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ เทอญฯ

(จบคำทำวัตรเช้า)

-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ปฏิทินงานบุญปี 2554

วันขึ้นปีใหม่           9  ม.ค. 54         วันมาฆบูชา           20 ก.พ. 54
วันสงกรานต์          10 เม.ย. 54        วันวิสาขบูชา         22 พ.ค. 54
วันเข้าพรรษา        10 ก.ค. 54              วันแม่แห่งชาติ       14 ส.ค. 54
วันสารทไทย         18 ก.ย. 54          วันทอดกฐิน          16 ต.ค. 54
วันพ่อแห่งชาติ      11 ธ.ค. 54
สถานที่จัดงาน: จะมีการกำหนดอีกครั้ง และจะแจ้งให้ทราบภายหลัง

งานเริ่มเวลา     10.00 น. เป็นต้นไป กิจกรรมนี้อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม ขออนุโมทนาบุญกับทุก ๆ ท่านด้วย

Termine und Klosterfeiertage 2011   
Des Wat Buddhamongkolwararam,  beginn  jeweils um 10.00 Uhr.


Neujahrsfest:     So 09.01.11      Makhabuscha Fest:    So  20.02.11
Songkran Fest:   So 10.04.11      Visakhabuscha fest:   So  22.05.11
Kao Pansa:        So 10.07.11      Mutter tag:                So 14.08.11
Saart Thai fest:  So 18.09.11      Toat Kathin fest:        So  16.10.11
Vater Tag:         So 11.12. 11